นักศึกษากับการอ่าน: ประสบการณ์จากร้านหนังสือบูคู ตอนที่ 1


ดาราณี ทองศิริ

ตั้งแต่เปิดร้านหนังสือมาได้สามปี มีโอกาสได้พบกับนักศึกษาจำนวนหนึ่งที่เข้ามาซื้อหนังสือในร้าน ด้วยเหตุผลว่า ต้องนำไปใช้ในรายวิชาเรียนตามที่อาจารย์แนะนำมา หรือนำไปใช้ในหัวข้อที่ต้องการทำรายงานซึ่งมีเนื้อหาเฉพาะ เช่น งานเขียนที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ทางการเมือง งานเขียนเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ รวมไปถึงการได้พูดคุยกันในวงเสวนาต่างๆที่จัดขึ้นภายในร้านซึ่งมีประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการอ่านทั้งโดยตรงและโดยอ้อม 




จากการพูดคุยแลกเปลี่ยนเรื่องการอ่าน รวมถึงสังเกตวิธีการค้นหาหนังสือในร้าน พบว่ามีประเด็นสำคัญหลายข้อ เช่น 

1.นักศึกษาจำนวนหนึ่งบอกว่าไม่ชอบอ่านหนังสือ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหนังสือที่เป็นตำราเรียน ถ้าให้อ่านก็จะอ่านเฉพาะที่ต้องสอบหรือต้องใช้ทำรายงานเท่านั้น กระทั่งหนังสือที่ไม่ใช่ตำราเรียน เช่น นวนิยาย เรื่องสั้น บทกวี ก็ไมได้อ่านบ่อยๆ จะอ่านก็ต่อเมื่ออยากผ่อนคลายความเครียดจากการเรียน หลายเสียงเห็นตรงกันว่าตำราเรียนส่วนใหญ่น่าเบื่อ อ่านแล้วง่วงนอน ยังไม่ต้องพูดถึงหนังสือภาษาอังกฤษ ที่ไม่คิดว่าจะสามารถอ่านได้ 

2. บ่อยครั้งนักศึกษาจะเข้ามาเพื่อถามหาหนังสือที่อาจารย์แนะนำให้มาซื้อเพื่อใช้ในรายวิชา โดยไม่สนใจเปิดอ่านหนังสือเล่มอื่นๆ ที่นอกเหนือไปจากเล่มที่อาจารย์แนะนำมา คือบอกให้มาซื้อหนังสือชื่ออะไร ก็ถามหาแต่หนังสือเล่มนั้นเล่มเดียว

3.บางครั้งเมื่อนักศึกษาได้หัวข้อที่อาจารย์มอบหมายและต้องมาซื้อหนังสือเพื่อนำข้อมูลไปใช้ประกอบการเขียน นักศึกษาหลายคนจะขอให้ผู้เขียนหาหนังสือที่เกี่ยวข้องกับหัวข้อนั้นให้ โดยไม่พยายามอ่านรายละเอียดของเนื้อหาเอง ไม่ค้นคว้าเอง โดยให้เหตุผลว่าขี้เกียจอ่าน หรือหนังสือหนาเกินไป หรือไม่รู้จะไปหาข้อมูลตรงไหนของหนังสือมาใช้

4.แม้จะทราบว่าต้องอ่านหนังสือเล่มไหนที่เกี่ยวข้องกับหัวข้อที่ทำรายงาน นักศึกษาจำนวนหนึ่งก็ยังคงใช้วิธีถามผู้เขียนเกี่ยวกับหนังสือเล่มนั้น เช่น หนังสือเล่มนี้พูดถึงเรื่องอะไร มีรายละเอียดยังไง ตรงไหนที่น่าสนใจ หรือตรงไหนควรนำไปใส่ในวิชาบ้าง การถามเช่นนี้สะท้อนว่านักศึกษาไม่อ่านหรือไม่ชอบอ่าน และบางครั้งอาจมีปัญหาเรื่องการจับใจความหรือประเด็นในหนังสือด้วย ซึ่งปัญหานี้พบเป็นจำนวนมากในกลุ่มนักศึกษาระดับมหาวิทยาลัย

แต่ทั้งหมดที่กล่าวมานั้น ผู้เขียนไม่คิดว่าปัญหาทั้งหมดเกิดจากตัวนักศึกษาฝ่ายเดียวที่ไม่ชอบอ่านหรือไม่หาความรู้ด้วยตนเอง อย่างที่มักจะได้ยินจากผู้สอนหลายท่าน แต่อยากมองเรื่องนี้โดยอาศัยประสบการณ์ส่วนตัวสมัยที่ตัวเองยังเรียนหนังสือในระบบโรงเรียนและในระบบมหาวิทยาลัย ซึ่งปัญหาที่ผู้เขียนคิดว่าสำคัญมากๆ มีอยู่หลายประการ เช่น

1.ระบบการเรียนการสอนที่มีลักษณะของการใช้อำนาจครอบงำระหว่างผู้สอนและผู้เรียน  ทำให้นักศึกษาส่วนหนึ่งไม่กล้าที่จะผิด ไม่กล้าถาม และไม่กล้าทำอะไรนอกเหนือไปจากที่อาจารย์สั่ง เมื่อนั่งฟังบรรยายในชั้นเรียน จึงรู้สึกปลอดภัยเมื่อเป็นแค่ผู้รับสารในสิ่งที่ผู้สอนบรรยาย  การใช้อำนาจครอบงำจึงส่งผลให้นักศึกษาขาดแรงบันดาลใจในการอ่าน และกลัวที่จะต้องอ่านหนังสือ

2.การขาดการตั้งคำถาม การสงสัยและการครุ่นคิดกับสิ่งรอบตัว ขาดแรงบันดาลใจในการอ่าน ซึ่งอาจมีสาเหตุมาจากทั้งตัวผู้สอนเองและตัวนักศึกษาเอง ยกตัวอย่างเช่น ผู้เขียนไม่ได้เริ่มอ่านหนังสือมาตั้งแต่สมัยเด็ก หากแต่มาเริ่มอ่านในสมัยเรียนมหาวิทยาลัย สาเหตุมิใช่การถูกบังคับให้อ่าน แต่เมื่อเติบโตขึ้นก็เริ่มตั้งคำถามกับบางสิ่งที่เกิดขึ้นในชีวิต มีคำถามที่ต้องการคำตอบในหลายๆทัศนะ จึงเริ่มต้นอ่านหนังสือ กระทั่งตัดสินใจมาเปิดร้านหนังสือในที่สุด แต่นักศึกษาบางคน มิได้มีความสนใจต่อเรื่องใดเป็นพิเศษ หลายคนเข้ามาเรียนในระบบมหาวิทยาลัยโดยไม่ทราบว่าตนเองต้องการเรียนวิชาอะไร ผลที่เกิดขึ้นคือ การเข้ามานั่งเรียนอย่างงงๆ และสุดท้ายกลายเป็นความเบื่อหน่ายในที่สุด

3.ทักษะในการอ่านหนังสือในภาษาต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง นักศึกษาในสามจังหวัดชายแดนใต้มีปัญหาเรื่องการอ่านเขียนภาษาไทย นักศึกษาบางคนเพิ่งอ่านออกเขียนได้เมื่ออยู่ชั้นมัธยม และแม้จะมีทักษะในการสื่อสารภาษามลายู แต่ส่วนใหญ่เป็นการใช้ภาษามลายูแบบท้องถิ่น ซึ่งใช้เฉพาะในสามจังหวัดชายแดนใต้และบางรัฐในมาเลเซีย สื่อการเรียนการสอน รวมถึงตำราเรียนต่างๆที่อยู่ในรูปแบบภาษามลายู ก็มีจำนวนน้อยและไม่ได้รับการสนับสนุนเท่าที่ควร ส่วนภาษาอังกฤษ มีนักศึกษาส่วนน้อยที่สามารถอ่านภาษาอังกฤษได้หรือแตกฉานพอจะอ่านหนังสือที่ใช้ภาษาอังกฤษ ดังนั้นเรื่องทักษะทางภาษา จึงเป็นอุปสรรคสำคัญในการอ่านของนักศึกษา

4.ความเข้าใจผิดเกี่ยวกับประเภทหนังสือที่ถูกให้คุณค่า เช่น ในศาสนาอิสลาม นักศึกษาจะถูกปลูกฝังให้อ่านหนังสือเกี่ยวกับศาสนาค่อนข้างเข้มข้น หนังสือวรรณกรรมอาจมีคุณค่ารองลงมา หรือกระทั่งในมุมมองของผู้ปกครองทั่วไปจำนวนมาก ในทุกศาสนา ก็จะมองว่าหนังสือที่ไม่ใช่หนังสือเรียน ไม่ว่าจะเป็นหนังสือประเภทใด ก็สำคัญน้อยกว่าหนังสือเรียน ที่มุ่งเน้นให้ความรู้และตอบโจทย์ในการเรียนในระบบชั้นเรียนมากกว่าหนังสือประเภทอื่น ผู้เขียนมักพบผู้ปกครองหรือนักเรียนนักศึกษาที่เข้ามาถามหาหนังสือแบบเรียนหรือคู่มือเตรียมสอบเป็นจำนวนไม่น้อย เมื่อสอบถามว่าอ่านหนังสือประเภทอื่นบ้างหรือไม่ ก็มักได้รับคำตอบว่าไม่มีเวลาอ่าน และจำเป็นต้องอ่านแบบเรียนหรือคู่มือเพื่อเตรียมสอบเข้าหรือนำไปใช้ในชั้นเรียนในแต่ละรายวิชา

5.หนังสือที่ใช้ประกอบการเรียนมีเนื้อหาไม่น่าสนใจ หรือไม่สามารถอธิบายเนื้อหาให้เข้าใจง่ายและใช้ภาษาที่ไม่ซับซ้อน ไม่น่าติดตามมากพอที่จะทำให้นักศึกษาสามารถติดตามเนื้อหาไปได้จนจบ ซึ่งปัญหานี้นอกจากคุณภาพของตำราเรียนที่อาจมีปัญหาในตัวเองแล้ว ส่วนหนึ่งอาจเชื่อมโยงมาจากทักษะที่ไม่เชี่ยวชาญในการอ่าน ทำให้การอ่านตำราเรียนที่มีเนื้อหาค่อนข้างใหม่หรือมีความซับซ้อน อาจเป็นสิ่งที่ทำให้ความเบื่อหน่ายที่ต้องอ่านหนังสือนั้นเพิ่มมากขึ้น 

กล่าวโดยสรุป แม้จะพบว่านักศึกษาหลายคนไม่ชอบการอ่านหนังสือ แต่ปัญหาของการไม่อ่าน ก็อาจมิใช่แค่ความสนใจเฉพาะตัวของนักศึกษาเอง แต่อาจเป็นไปได้จากหลายสาเหตุ ดังที่ยกตัวอย่างไปข้างต้น และแม้จะพบว่านักศึกษาหลายคนไม่ชอบอ่านหนังสือ แต่จากประสบการณ์ทำร้านหนังสือที่ปัตตานี ก็กลับพบว่า นักศึกษาบางส่วนมีความสนใจในการอ่านอย่างเข้มข้น และมีทักษะในการอ่านหนังสืออยู่ในระดับที่ดี รวมถึงประเภทของหนังสือที่อ่านก็ค่อนข้างหลากหลายและเปิดกว้าง ซึ่งจะได้เล่าให้ฟังในตอนต่อไปค่ะ 

อ่านต่อตอนที่ 2 คลิกที่นี่

0 ความคิดเห็น:

Post a Comment

 

สมัครร่วมกิจกรรมฟรี

รับสมัครเข้าร่วมกิจกรรม
หัวข้อ: ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับเพศวิถีและความหลากหลายทางเพศ

วันอาทิตย์ที่ 21 กุมภาพันธ์ 2559
ณ ร้านหนังสือบูคู จ.ปัตตานี

รับจำนวนจำกัด
ดูรายละเอียดและสมัครร่วมกิจกรรมฟรี


Popular

About

Buku’s Gender, Sexuality and Human Rights Classroom (Buku Classroom) works to realize gender, sexuality, human rights and social justice in deep southern provinces, Thailand.----- ห้องเรียนเพศวิถีและสิทธิมนุษยชน ร้านหนังสือบูคู หรือห้องเรียนบูคู (Buku Classroom) มุ่งสร้างความตระหนักและพื้นที่ปลอดภัยในการแลกเปลี่ยนเรียนรู้เรื่องเพศวิถี ความหลากหลายทางเพศ สิทธิมนุษยชน และความเป็นธรรมทางสังคมในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้

Translate