ข้อถกเถียงเกี่ยวกับกฏหมายอุ้มบุญ บทวิทยุโดยอันธิฌา แสงชัย

Buku Classroom ได้รับเชิญเข้าร่วมการเสวนาเรื่อง "ร่าง พรบ.คุ้มครองเด็กที่เกิดโดยอาศัยเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ทางการแพทย์ : กฏหมายที่ไม่เป็นธรรมต่อบุคคลที่มีความหลากหลายทางเพศ" ในวันที่ 2 ตุลาคม 2557 ณ โรงแรมรอยัลริเวอร์ กรุงเทพฯ



และได้นำมาประสบการณ์ที่ได้มาเล่าผ่านรายการวิทยุรายการ "ท่องสังคมมนุษย์" ของคณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ซื่งออกอากาศทางสถานีวิทยุ ม.อ. ปัตตานี ในวันที่ 7 ตุลาคม 2557 เพื่อสื่อสารประเด็นดังกล่าวสู่สังคมในวงกว้าง

มีรายละเอียดดังนี้:

บทวิทยุ เรื่อง “ข้อถกเถียงเกี่ยวกับกฎหมายอุ้มบุญ”
โดย อันธิฌา แสงชัย ภาควิชาปรัชญาและศาสนา คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ ม.อ.ปัตตานี
ออกอากาศในรายการ "ท่องสังคมมนุษย์" วันที่ 7 ตุลาคม 2557

เมื่อวันที่ 2 ตุลาคม 2557 ที่ผ่านมา ดิฉันได้มีโอกาสเข้าร่วมเสวนาเรื่อง “ร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองเด็กที่เกิดโดยอาศัยเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ทางการแพทย์: กฎหมายที่ไม่เป็นธรรมต่อบุคคลที่มีความหลากหลายทางเพศ” ณ โรงแรมรอยัลริเวอร์ กรุงเทพมหานคร ซึ่งจัดโดยคณะทำงานเพื่อการขับเคลื่อนความเสมอภาคและสิทธิความหลากหลายทางเพศฯ ร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ มูลนิธิเพื่อสิทธิและความเป็นธรรมทางเพศ และสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) วันนี้เลยมีเรื่องราวน่าสนใจมาชวนขบคิดกันค่ะ

ทำไมถึงมีการจัดเสวนาในเรื่องนี้? คุณฉันทลักษณ์ รักษาอยู่ ผู้จัดการมูลนิธิเพื่อสิทธิและความเป็นธรรมทางเพศ อธิบายว่าเนื่องจากไม่กี่สัปดาห์ก่อนมีข่าวคู่ชายรักชายชาวต่างชาติได้จ้างหญิงไทยคนหนึ่งให้อุ้มบุญบุตรของตน แต่เมื่อเด็กคลอดออกมาแล้วกลับไม่สามารถนำเด็กกลับประเทศได้เพราะหญิงนั้นไม่ยอม โดยให้เหตุผลว่าเมื่อทราบว่าผู้ที่มาจ้างให้ตั้งครรภ์นั้นเป็นคู่ชายรักชาย เกรงว่าจะไม่เหมาะสมที่จะเลี้ยงดูเด็ก เหตุการณ์นี้ทำให้เกิดข้อถกเถียงขึ้นในสังคม และเกิด “ร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองเด็กที่เกิดโดยอาศัยเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ทางการแพทย์ พ.ศ...” ขึ้นเพื่อตอบสนองกรณีดังกล่าวอย่างเร่งด่วน เนื้อหาสำคัญได้แก่การกำหนดความเป็นบิดามารดาซึ่งจะกำหนดทางสายเลือดเท่านั้น อีกทั้งผู้ใช้เทคโนโลยีนี้ต้องเป็นสามีภรรยาที่ถูกต้องตามกฎหมาย และห้ามมิให้มีการโฆษณาในเชิงธุรกิจ เหตุผลสำคัญในเรื่องนี้คือการ “ปกป้องสิทธิของเด็ก” เป็นหลัก

ทว่าร่างพระราชบัญญัติดังกล่าว กลับถูกมองว่าเกิดจากการขาดความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับเด็กที่เติบโตในครอบครัวคนรักเพศเดียวกัน ซึ่งในปัจจุบันมีอยู่เป็นจำนวนมากโดยที่หลายครอบครัวมิได้ประสบปัญหาอย่างที่หลายฝ่ายเป็นกังวล และความล่มสลายของครอบครัวหรือปัญหาต่างๆก็เกิดขึ้นในครอบครัวของคนรักต่างเพศเช่นกัน ยิ่งกว่านั้นยังเป็นการตัดสิน ตีตรา เลือกปฏิบัติ และละเมิดสิทธิของคนอีกกลุ่มหนึ่งในสังคมคือกลุ่มคนที่มีความหลากหลายทางเพศ เช่น เกย์ ชายรักชาย ทอม ดี้ หญิงรักหญิง กะเทย คนข้ามเพศ คนรักสองเพศ ที่ต้องการจะมีชีวิตคู่และสร้างครอบครัวเช่นคู่รักชายหญิงทั่วไป รวมถึงเด็กที่อาจจะเป็นลูกๆของพวกเขา หากร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ถูกนำไปบังคับใช้ คนหลากหลายเพศจะกลายเป็นพลเมืองชั้นสองที่ถูกกฎหมายกีดกัน และเลือกปฏิบัติ ทำให้ไม่มีสิทธิในการเข้าถึงเทคโนโลยีนี้และไม่อาจมีบุตรด้วยเทคโนโลยีนี้ ยิ่งกว่านั้นเด็กที่เกิดจากคู่รักเพศเดียวกันก็จะกลายเป็นสิ่งผิดกฎหมายในทันที

เวทีเสวนาซึ่งประกอบด้วยคุณนัยนา สุภาพึ่ง ผู้อำนวยการมูลนิธิธีรนาถกาญจนอักษร รศ.สมชาย ปรีชาศิลปะกุล คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ผศ.ดร.กนกวรรณ ธราวรรณ ประธานมูลนิธิเพื่อสิทธิและความเป็นธรรมทางเพศ และสัตวแพทย์หญิงเอื้อนภา พันขุน กับคุณวงกต ตั้งจิตวัฒนากุล คู่รักหญิงรักหญิงที่มีบุตรสาววัย 7 เดือนด้วยวิธีการอุ้มบุญ ได้ถกกันว่าปัญหาที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังกฎหมายดังกล่าวคือการขาดความรู้ความเข้าใจในเรื่องเพศวิถีและความหลากหลายทางเพศในสังคมไทย อีกทั้งความเชื่อฝังหัวมายาวนานเกี่ยวกับระบบครอบครัวที่ว่าครอบครัวที่สมบูรณ์หมายถึงพ่อ (ที่เป็นผู้ชาย) แม่ (ที่เป็นผู้หญิง) และลูกที่กำเนิดในครอบครัวรักต่างเพศเท่านั้น ทำให้คู่รักที่อยู่นอกขนบดังกล่าวถูกตัดสินและกีดกัน ทั้งที่มีงานศึกษาทางวิชาการในต่างประเทศมากมายที่เผยว่าในความเป็นจริงแล้วเด็กที่ถูกเลี้ยงดูโดยคนรักเพศเดียวกันนั้นมิได้มีพัฒนาการที่แตกต่างจากครอบครัวคู่รักต่างเพศแต่อย่างใด เนื่องจากสิ่งสำคัญที่สุดสำหรับเด็กมิใช่ความเป็นชายหรือหญิงของพ่อและแม่ หากเป็นความรักใคร่ ผูกพัน และความสัมพันธ์ที่ราบรื่นในครอบครัวมากกว่า คุณเอื้อนภา และคุณวงกต คู่รักหญิงรักหญิงกล่าวว่า น้องลาวาลูกสาวของเธอทั้งสองรู้เรื่องตั้งแต่อยู่ในท้อง เขารู้ดีว่าใครเป็นคนให้ความรักความอบอุ่นแก่เขา แม้จะเป็นคู่รักเพศเดียวกันก็มิได้เป็นอุปสรรคต่อความรักความผูกพันที่มีต่อกันแต่อย่างใด

แนวคิดพื้นฐานของเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ทางการแพทย์อิงอยู่กับ “การเห็นพ้องต้องการที่จะมีบุตร” ซึ่งถูกคิดค้นขึ้นเพื่อมนุษย์ ย้ำนะคะ เพื่อมนุษย์ทุกคน มิใช่คนที่มีจู๋คู่กับจิ๋มเท่านั้น ยิ่งกว่านั้นวงการแพทย์หรือวงการกฎหมายในบางครั้งก็ไม่เท่าทันกับองค์ความรู้ใหม่ๆ ในเรื่องความหลากหลายทางเพศ กฎหมายไทยในปัจจุบันคู่รักเพศเดียวกันนั้นยังไม่สามารถสมรสอย่างถูกต้องตามกฎหมายได้ซึ่งทำให้คนกลุ่มนี้ถูกเลือกปฏิบัติและเข้าไม่ถึงสิทธิประโยชน์ต่างๆที่พึงมีในฐานะคู่ชีวิต ซึ่งมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐ ภาควิชาการ และองค์กรทางสังคมกำลังทำงานอย่างหนักเพื่อผลักดัน “ร่างพระราชบัญญัติคู่ชีวิต” เพื่อรับรองการสมรสของคู่รักเพศเดียวกัน แต่สิ่งที่เกิดขึ้นในปัจจุบันคือ “ร่างพระราชบัญญัติฯ” ฉบับเร่งด่วนและขาดความเข้าใจนี้กำลังจะซ้ำเติมให้ทุกอย่างเลวร้ายลงไปกว่าเดิม ทำให้ในอนาคตแม้ว่าคู่รักเพศเดียวกันจะสามารถใช้ชีวิตคู่อย่างถูกต้องตามกฎหมายได้ก็ยังถูกกีดกันมิให้คนกลุ่มนี้เข้าถึงเทคโนโลยีอนามัยเจริญพันธุ์เพื่อให้มีบุตร

ในช่วงท้าย ผู้เข้าร่วมเสนาได้ตั้งคำถามที่น่าขบคิดว่ากฎหมายควรบัญญัติขึ้นจากความคิดของคนเพียงไม่กี่คน ที่เติบโตมาโดยถูกกระบวนการทางสังคมหล่อหลอมให้มีความคิดความเชื่อแบบใดแบบหนึ่ง หรือสร้างจากองค์ความรู้ทางวิชาการที่สอดคล้องและเท่าทันกับข้อเท็จจริงของสังคม? ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในกฎหมายเหล่านั้นควรมีโอกาสที่จะส่วนร่วมพิจารณารายละเอียดต่างๆในข้อกฎหมายมากน้อยแค่ไหน? เมื่อมันเกี่ยวพันกับความสุขความทุกข์และมิติต่างๆในชีวิตของพวกเขา กฎหมายฉบับนี้เป็นการแก้ปัญหาหนึ่งแต่กลับสร้างปัญหาอื่นที่หนักหนายิ่งกว่าหรือไม่? สุดท้ายถึงเวลาแล้วหรือยังที่สังคมไทยจะหันมาทบทวนและใคร่ครวญถึงสิ่งที่เกิดขึ้นกับครอบครัวของคนรักเพศเดียวกันและลูกๆของพวกเขาอย่างจริงจัง ด้วยมนุษยธรรม ด้วยความอาทรกันเช่นเพื่อนมนุษย์ร่วมสังคมอย่างแท้จริง นับว่าเป็นประเด็นที่น่านำมาขบคิดพิจารณากันต่อไป สวัสดีค่ะ

วิทยากรกำลังบรรยาย
โปสเตอร์ประชาสัมพันธ์






0 ความคิดเห็น:

Post a Comment

 

สมัครร่วมกิจกรรมฟรี

รับสมัครเข้าร่วมกิจกรรม
หัวข้อ: ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับเพศวิถีและความหลากหลายทางเพศ

วันอาทิตย์ที่ 21 กุมภาพันธ์ 2559
ณ ร้านหนังสือบูคู จ.ปัตตานี

รับจำนวนจำกัด
ดูรายละเอียดและสมัครร่วมกิจกรรมฟรี


Popular

About

Buku’s Gender, Sexuality and Human Rights Classroom (Buku Classroom) works to realize gender, sexuality, human rights and social justice in deep southern provinces, Thailand.----- ห้องเรียนเพศวิถีและสิทธิมนุษยชน ร้านหนังสือบูคู หรือห้องเรียนบูคู (Buku Classroom) มุ่งสร้างความตระหนักและพื้นที่ปลอดภัยในการแลกเปลี่ยนเรียนรู้เรื่องเพศวิถี ความหลากหลายทางเพศ สิทธิมนุษยชน และความเป็นธรรมทางสังคมในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้

Translate